ความสัมพันธ์...

posted on 04 Dec 2010 20:25 by jaay in Day-life
ไม่ได้เขียนบลอคนานมาก
ครั้งที่แล้วอาจจะปีกว่าหรือสองปีแล้วก็ไม่รู้ขี้เกียจดู
ในช่วงเวลานั้นก็มีเรื่องหลายๆ อย่างเกิดขึ้น
ได้เจอกับผู้คนมากมาย
แล้วก็ได้จากกับผู้คนมากมายเหมือนกัน
บางคนไม่ได้จากกันไปไหน แต่ก็ไม่ได้พูดคุยด้วยเหมือนเดิม
บางคนจากกันไกล อยากจะคุยด้วยใจจะขาด แต่ก็คุยกันไม่ได้เหมือนเดิม
...
ตอนนี้เรายังเรียนอยู่
ก็มีคนที่เรียนไปพร้อมกับเรา
เพื่อนบางคนคบไปนานขึ้นก็สนิทมากขึ้น
คนบางคนรู้จักกันมานานเท่ากันกับคนแรกแต่ก็ยังไม่สนิทเท่าคนแรก
คนบางคนรู้จักกันแค่ไม่นาน แต่เหมือนรู้จักกันมานาน
คนบางคนรู้จักกันไม่นาน แล้วก็จากกันไปไกล แต่รู้สึกผูกพันธ์ชิหาย
...
เรื่องแบบนี้มันไม่ขึ้นกับเวลาจริงๆ
...
เพื่อนที่เรียนอยู่ด้วยกัน มีคนนึงรู้จักกันตั้งแต่เรียนป.ตรี
นับๆกันก็สิบปีผ่านมาแล้ว
แต่เพิ่งจะสนิทกันเมื่อไม่กี่ปีนี่เอง
ด้วยความที่เรียนที่เดียวกัน จบพร้อมกัน ออกไปทำงานที่ใกล้ๆกัน
แถมอยู่ๆผีเข้ากระทันหัน อยากจะกลับมาเรียนต่อพร้อมกันอีก
แบบไม่ได้นัดหมายน่ะ
รู้ว่าเพื่อนจะเรียนต่อเหมือนกัน อีตอนจะต้องสอบแล้ว
แล้วตอนนี้ก็กลายเป็นรุ่นเดอะของที่ที่เราเรียนอยู่ไปด้วยกัน
เวลามีงานอะไรก็ต้องไปทำด้วยกันอยู่หลายที
เรียกว่าเหมือนแพคเกจคู่
ถ้ามีหนูว์ต้องมีอีนี่ไปด้วยนะคะ
อะไรแบบนี้...
...
จริงๆแล้วเพื่อนรุ่นเดียวกันก็ยังมีอยู่
รู้จักมาพร้อมๆกัน แต่ก็ยังไม่สนิทเท่า
เป็นเพราะอะไรนะ
...นั่นสิ เพราะอะไรนะ
...
เมื่อเดือนธันวาปีที่แล้ว
เราเป็นทีมจัดงานประชุมวิชาการ
...นานาชาติ
นั่นแหละ เป็นครั้งแรกที่ต้องรับส่งอีเมลและพูดเป็นภาษาอังกฤษ
ภาษาที่เรียนมาสิบกว่าปี แบบที่ไม่มีกำหนดใช้งานมาก่อน
ถูกงัดมาใช้แบบไม่รู้ว่าถูกหรือผิด
เอาแค่ว่าอีกฝ่ายรู้เรื่องก็พอ
เราและพี่ๆน้องๆคนอื่นๆจากหลายภาควิชาต้องเตรียมงานกันหลายเดือน
ไม่ได้คุยกันทุกวัน เจอกันประมาณอาทิตย์ละครั้งสองครั้ง
เพื่อคุยเรื่องงานหรือประชุม
เป็นช่วงเวลาเจ็ดแปดเดือนแห่งความเมามัน
เวลาผ่านไปเร็วมาก เงยหน้ามาอีกทีก็คือทำงานกันวันสุดท้ายแล้ว
ต้องส่งแขกกลับประเทศแล้ว
...ช่วงเวลานั้น เรากับคนอื่นๆเจอหน้ากันก็คุยแต่เรื่องงาน
ไม่ได้เล่าเรื่องส่วนตัวให้กันและกันฟัง
แต่หลังจากงานนั้นจบลง
เรากับใครบางคนยังพูดคุยกันอย่างออกรสเมื่อเจอหน้ากัน
อย่างกับว่ารู้จักกันมานาน
ทั้งที่มันก็ไม่ถึงปี
...
เมื่อเดือนเมษาที่ผ่านมา ถูกถีบออกนอกประเทศ
ไปทำวิจัยที่ญี่ปุ่นหกเดือน
เป็นเรื่องที่รู้ตั้งแต่กลับเข้ามาเรียนแล้ว เพราะนี่เป็นเงื่อนไขของทุนที่เราได้
ตอนจะไปก็ตื่นเต้นมาก
กะเหรี่ยงไทยคนนี้จะต้องออกจากประเทศเป็นครั้งแรก
ขึ้นเครื่องบินเป็นครั้งแรก
แต่ครั้งแรกนี่แหละที่ต้องไปในที่ที่เค้าไม่ใช้ภาษาอังกฤษกัน
ครั้งแรกนี่แหละที่ต้องไปคนเดียว
กะรูว์จะมีเพื่อนมั๊ย
กะรูว์จะทำงานเสร็จตามที่คิดมั๊ย
กะรูว์จะต้องไปเจออะไรบ้าง
คิดจนหัวแตก ขี้ขึ้นสองก็ยังไม่ได้คำตอบ
ก็แน่ละ ใครจะไปรู้ว่าอนาคตเราจะเจออะไร
กว่าจะรู้คำตอบ เราก็ต้องยอมรับมันได้ทั้งหมดแล้วแหละ
...
ตอนที่ไปช่วงแรก เหงามาก
เป็นอารมณ์ประมาณว่าคนเยอะ แต่มองไปรอบตัวแล้วก็เหมือนอยู่คนเดียว
เป็นอะไรที่โดดเดี่ยวจริงๆ
จะว่าไปก็เป็นโชคดีอย่างนึง
ที่เจอพี่ๆน้องๆนักเรียนไทยที่โน่น
ที่ทำให้หายเหงาได้บ้าง
พากันไปเที่ยว กินข้าวด้วยกันบ้าง
แต่ก็นะ...
คนที่เราต้องเจอในแต่ละวันส่วนใหญ่ก็ยังเป็นนักเรียนญี่ปุ่นอยู่ดี
ยังไงก็หนีโลกที่ต้องเผชิญอยู่คนเดียวไม่ได้อยู่ดี
...
นักเรียนไทยที่โน่นน่ารัก
คอยช่วยเหลือกัน มีกิจกรรมด้วยกัน
ติดต่อกันตลอดเวลา
ตอนเย็นก็มากินข้าวที่โรงอาหารด้วยกันบ้าง
ตลอดเวลาที่อยู่ที่นั่น
ถึงแม้ว่าจะแค่หกเดือน
แต่ก็ทำให้รักและคิดถึงพวกเค้ามากเมื่อจากมา
...
ส่วนนักเรียนญี่ปุ่นที่เจอหน้ากันทุกวัน
ช่วงสองเดือนแรก บอกเลยว่าไม่สนิทเลย
มีเด็กที่คุยด้วยได้แค่คนสองคนจากยี่สิบคน
จริงๆแล้วก็ไม่ได้หวังว่าจะต้องมีเพื่อนเยอะแยะ เพราะยังไงเดี๋ยวเราก็ต้องกลับ
กลับมาแล้วจะได้เจอกันอีกมั๊ยก็ไม่รู้
อาจจะไม่ได้เจอกันอีกแล้ว
..แต่...
ตั้งแต่เดือนที่สามจนถึงเดือนสุดท้ายที่อยู่ที่นั่น
อยู่ๆความสัมพันธ์กับเด็กๆก็เหมือนก้าวกระโดด
อยู่ๆก็เริ่มสนิทกับเด็กๆอีกหลายๆคนโดยไม่รู้ตัว
สนิทมากจนคุยได้ทุกเรื่อง
แม้ว่าจะต้องคุยเป็นภาษาต่างประเทศ
แต่มันก็ไม่ได้กีดขวางความเข้าใจและความสัมพันธ์ระหว่างเรา
วันสุดท้ายที่ได้เจอกัน
เรากอดเพื่อนคนนึงแล้วก็ร้องไห้ บอกว่าเจอกันครั้งหน้าต้องเป็นในฐานะ ดร. ด้วยกันแล้วนะ
เรากอดน้องคนนึงแล้วก็ร้องไห้ บอกว่าต้องเจออีกให้ได้นะ
เราจับมือน้องคนนึง บอกกันว่าขอให้พยายามในเรื่องต่างๆ นะ
เราบอกลาน้องหลายๆคนด้วยคำว่าแล้วพบกันใหม่ โดยไม่มีใครบอกว่าลาก่อน
ตอนที่เครื่องบินบินขึ้น เราน้ำตาร่วงแบบที่บังคับตัวเองไม่ได้
ในวินาทีนั้น คนที่เห็นเราคงคิดว่า อีนี่ กระแดะนะยะ
มรึงไม่อยากกลับไทยแลนด์บ้านมรึงรึยังไง
...
บอกตามตรงว่าตอนที่เรียนจบประถม ม.ต้น ม.ปลาย
ตอนงานอำลา
กะรูว์ยังไม่เคยร้องไห้เลย
...
เพราะอะไรนะ
นั่นสินะ เพราะอะไร
...
ตลอดเวลาที่เราใช้ชีวิตมาจนโต
เราก็ต้องเจอเรื่องแบบนี้
เจอกับผู้คนมากมายด้วยโอกาสต่างๆ
เด็กๆรู้จักคนเพราะเรียนด้วยกัน
บางคนเราก็สนิทด้วย บางคนก็ไม่สนิท
คุยกับคนที่จูนเข้ากับเราง่ายๆ บ่อยๆ
คุยกับคนที่จูนเข้ากับเรายากๆ นานๆครั้ง
เล่าเรื่องส่วนตัวให้กับคนบางคนฟัง
สนิทกับคนๆนึงมากกว่าคนอื่นๆ
แต่ก็ไม่ได้ร้องไห้ ที่ต้องจากกัน
อาจจะเป็นเพราะว่ายังไงเดี๋ยวก็ต้องได้เจอกันอีก
อย่างว่าแหละ เวลาเรียนประถมหรือมัธยมน่ะ
เพื่อนส่วนใหญ่บ้านก็อยู่ระแวกเดียวกัน
มันหนีกันไปไหนไม่ได้ไกลหรอก
เดินๆอยู่ก็เจอกันได้ไม่ยาก
...ตอนเด็กๆ เรื่องที่เราต้องเจอก็ไม่มาก
แค่เรื่องครอบครัว เรื่องเรียน
เม้าเรื่องเพื่อนกลุ่มอื่น นินทาอาจารย์ กัดกับพี่น้อง โดนพ่อแม่ด่า
แอบรักคนนั้นคนนี้
สิ่งที่ทำให้เราผูกพันธ์กัน มักเป็นเพราะพวกเราต้องโตมาด้วยกัน
เรียนรู้กันทีละน้อยๆแต่นานๆ
เป็นเหมือนทั้งเพื่อนและพี่น้อง
การแยกจากกันมันแค่การที่เราเดินออกมานอกบ้าน
ซักวันเราก็ต้องกลับบ้านแล้วก็เจอกันอีก
ถึงเราจะต้องเดินทางคนละเส้น แต่ยังไงพอกลับมาเจอกันใหม่
แค่อ้าปากก็ยังเห็นไปถึงรูตูดกันเหมือนเดิม
รับฟังกันได้หลายเรื่องเหมือนเดิม
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะช่วยแก้ปัญหาได้มั๊ย
เพราะทางเดินชีวิตเราไม่เหมือนกันอีกต่อไป
...
พอโตขึ้นมา เราต้องเจอผู้คนที่แตกต่างจากเรามากขึ้น
เข้ามหาลัย นั่งเรียนอยู่ข้างกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าบ้านเราอยู่ใกล้กันเหมือนเดิม
มาจากคนละจังหวัด คนละโรงเรียน
ทั้งเราและเค้าต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเองมากขึ้น
ปีแรกๆ ก็ยังใช้ชีวิตเด็กน้อยลั๊ลลา
ปีท้ายๆ เริ่มมีอะไรที่มากกว่านั้น
เราต้องคุยกันเรื่องการบ้านที่ยากและเยอะบรรลัย
ไหนจะเรื่องตอนจะจบว่าจะทำอะไรต่อไป
ถ้ายิ่งทำกิจกรรมด้วยกัน ต้องไปต่างจังหวัดด้วยกันนานๆ
ยิ่งต้องกินต้องอยู่ด้วยกัน อดอยาก แก้ปัญหาสารพัด
แต่ละทริป ไม่นานมาก แต่เหมือนรู้สันดานกันมานาน
แค่อ้าปากอาจจะไม่เห็นถึงรูตูดแต่เห็นสมองของอีกฝ่าย
ถึงจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายตดเหม็นหรือไม่
แต่ก็รู้ว่าถ้าเราขี้ไม่ออกเราจะวางใจให้มันไปซื้อยาถ่ายให้เราได้มั๊ย
...
ระวังที่ยังโตไม่เต็มที่ เรามักจะเจอคนตามวาระนั่นนี่ บ่อยๆ
มาเป็นระลอก
อย่างเพื่อนฝึกงาน เพื่อนที่เจอกันเฉพาะกิจเพื่อทำกิจกรรม
เพื่อนๆเหล่านี้ เรามักไม่คุยเรื่องส่วนตัวมากมาย
คือเล่าก็แค่บางเรื่อง
แต่คุยเรื่องงานซะเยอะ
เจอกันไม่นานแล้วก็จากไป
เราไม่เห็นรูตูดเมื่อเพื่อนอ้าปากแน่ๆ
บางทีก็ไม่รู้หรอกว่าสมองมันต่างจากเรามากขนาดไหน
แต่อย่างน้อยเราเคยผ่านอะไรมาเหมือนกันในช่วงเวลานึง
เพราะอยู่ทีมเดียวกัน
งานมรึงก็คืองานกะรูว์ ความสำเร็จของงานกะรูว์ก็คือความสำเร็จของงานมรึง
เพราะเริ่มงานพร้อมกัน เสร็จพร้อมกัน โดนด่าพร้อมกัน โดนชมพร้อมกัน
เราไม่รู้หรอกว่าเราปรึกษาเรื่องต่างๆกะเพื่อนได้มากน้อยแค่ไหน
แต่เรารู้ว่าเพื่อนคนนี้จะพาเราไปเจอความสำเร็จหรือไม่
...
ตอนที่เราอยู่ต่างประเทศ
เราเหมือนคนตัวคนเดียว
ตัวเดียวหน่อเดียวจริงๆ
มีเรื่องอยากปรึกษาหรือระบายก็ทำกับใครไม่ได้เลย
เพราะไม่มีใครที่เห็นชีวิตของเรา
สัมผัสได้กับเรื่องที่เราเจอ
ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับคนรอบตัวเหมือนของใหม่
ไม่รู้จักชั้นไม่รู้จักเธอว์
แต่นั่นแหละ พอมีใครซักคนเข้ามาช่วยเหลือจะเหมือนลูกเป็ดเจอแม่เป็ด
รู้สึกผูกพันธ์ ซึ้งใจ อยากจุดพลุสรรเสริญ
ด้วยความที่ไม่มีใครจริงๆ คนที่เราสนิทด้วยจะกลายเป็นคนในครอบครัวทันที
มีอะไรก็จะไปตะแง้วๆใส่
ไฟดับ แผ่นดินไหว เมื่อวานกินอะไร แม่โทรมา รู้กันหมด
ยิ่งเราไปแลปทุกวันจันทร์ถึงอาทิตย์ อยู่ตั้งแต่เช้ายันหลังเที่ยงคืน
ก็จะต้องเจอเพื่อนหรือเด็กบางคนวันละสิบกว่าชั่วโมง
บางช่วงวันละเกือบยี่สิบชั่วโมงก็ว่าได้
กลายเป็นมีพวกเค้าอยู่ในชีวิตเราโดยไม่รู้ตัว
เป็นความสัมพันธ์อีกแบบนึง ที่ไม่คิดว่าจะมี
เป็นการเจอกันช่วงเวลาสั้นๆ ไม่ได้ทำงานด้วยกัน ไม่ได้โตมาด้วยกัน ใช้ภาษาต่างกัน
แต่เล่าเรื่องต่างๆ ให้กันและกันฟังได้ ได้แลกเปลี่ยนทรรศคติที่ต่างกันคนละฟากฟ้า ผูกพันธ์กันแบบบอกไม่ถูก
...เป็นครั้งแรกที่เราเสียน้ำตาตอนที่จากกัน
เพราะว่าถึงแม้ว่าจะไม่ได้บอกคำว่าลาก่อน
แต่ต่างคนก็รู้กันดีว่าอาจจะไม่ได้เจอกันแล้ว
...
เราบอกไม่ได้ว่าเรารักเพื่อนคนไหนมากหรือน้อยกว่าคนไหน
การที่เราร้องไห้ ไม่ได้หมายความว่าเรารักและผูกพันธ์กับเค้ามากกว่าคนอื่น
การที่เรารู้จักคนๆนึงนานกว่าอีกคนนึงไม่ได้หมายความว่าเราจะผูกพันธ์กับเค้ามากกว่า
ความสัมพันธ์มันมีหลายแบบและหลายระดับ
แล้วแต่โอกาสหรือเหตุการณ์ที่ทำให้เรามาเจอกันและอยู่ด้วยกัน
แต่ยังไงก็แล้วแต่ความทรงจำที่มีอยู่ด้วยกันมันคือสิ่งที่มีค่าเสมอ
...